fbpx
Home พัฒนาการพูดหน้ากล้องฝึกพูดเก่ง พูดดี แบบเร่งรัด ตามหาวิธีที่ใช่ ให้เจอซักที
ฝึกพูดเก่ง พูดดี แบบเร่งรัด ตามหาวิธีที่ใช่ ให้เจอซักที

ฝึกพูดเก่ง พูดดี แบบเร่งรัด ตามหาวิธีที่ใช่ ให้เจอซักที

ว่ากันว่า สตีฟ จ๊อบ ใช้เวลาฝึกพูด ฝึก present ถึง 20-30 ปีกว่าจะ present ได้ เก่งขนาดนี้

ถ้าเราจะรอถึงหลายสิบปีขนาดนั้นก็คงไม่ไหวมั้ง จะทำ youtube  วันนี้แต่ยังพูดไม่เก่ง

แล้วจะทำยังไงให้พูดเก่งได้แบบฉบับรวบรัด  เรามาลองหาวิธีไปด้วยกันค่ะ

ตอนนี้บีให้โจทย์กับตัวเองแบบนี้ว่าจะทำยังไงเราถึงจะพูดเก่งเร็ว เราเคยได้ยินหลายคนบอกว่า

อยากจะทำอะไรเร็วก็ต้องฝึกๆ ทำซ้ำๆๆ  แล้วเดี๋ยวมันจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยว

บีจะลองดูซิว่า ถ้าเกิดเราจะแบบมัดมือชกตัวเอง  บังคับตัวเองให้พูดสด พูดตามหัวข้อที่เราตั้งไว้

ครั้งละ 1  ชั่วโมง 3 ครั้ง โดยตั้งหัวข้อให้กับตัวเอง แล้วบีก็ไปลองพูดตั้งจับเวลาไว้แล้ว 1 ชั่วโมง

เริ่มก็ต้องบอกเลยว่าพูดหนึ่งชั่วโมงเนี่ย มันมีไอเดียเจ๋งๆ  หลุดออกมาหลายอย่างเลยทีเดียวนะ

ไอเดียที่แบบตอนแรกก็คิดไม่ออกนะ  แล้วมันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจใช้ได้เลย แต่ปัญหาก็คือว่า

พอเราพูดเยอะๆ ไปเรื่อยเนี่ย มันเรียบเรียงไม่ได้  เรื่องเลยมั่วเต็มไปหมดเลยนะคะ

พูดไป 1 ชั่วโมงแรก คอแห้งมาก  แล้วก็นั่งเมื่อยมาก เพราะฉะนั้นเปลี่ยนมุมมานั่งกับพื้น

ชั่วโมงที่ 2 บีมาด้วยเอนเนอร์จีที่เยอะมากกว่าชั่วโมงแรก

แล้วก็พูดไปโดยที่ไม่ได้ลืมยิ้ม ไม่ได้ลืมมองกล้อง  แต่ปัญหาของชั่วโมงที่ 2

ก็คือว่า พอเล่าไปแล้วเล่ามันส์เนี่ย  มันออกทะเลไปไกลเลยค่ะ จากเดิมที่บีตั้งโจทย์ไว้ว่า

บีจะพูดเกี่ยวกับประเด็นนี้ พอพูดไปพูดมา ยิ่งเล่าก็ยิ่งมันส์  ลืมตัวเองนะคะ

การเรียบเรียงอะไรเนี่ย ก็เละตุ้มเป๊ะอยู่ดีสำหรับชั่วโมงที่ 2 นะคะ

มาถึงชั่วโมงที่ 3 ชั่วโมงสุดท้าย  ซึ่งมันควรจะเป็นชั่วโมง ที่เราพูดได้ดีที่สุดแล้วใช่ไหม

แต่พอเอาเข้าจริงๆ บีก็รู้สึกว่า ในเนื้อหาที่บีพูดยาวๆ  นั้นน่ะ มันมีเนื้อหาเจ๋งๆ ดีๆ อยู่แต่ในภาพรวม

แล้วมันมีส่วนที่เป็นน้ำ ส่วนที่พูดไปอย่างนั้น  เพราะนึกไม่ออก ไม่รู้จะพูดอะไรปนอยู่ไปด้วย

และแถมพูดจบ  บีก็ยังคงปัญหาแบบเดิมเลย คือพูดจบแล้วลืมประเด็นสำคัญ

จำไม่ได้แล้วว่า อันไหนที่เจ๋งๆ จะมาปิดท้ายคลิปก็จำไม่ได้

และประโยชน์ที่บีได้มาจากการพูด 3 ชั่วโมงเนี่ย

มีอย่างเดียวเลย คือการชินกล้อง แต่สิ่งที่มันไม่ได้ ก็คือ เรื่องของการเรียบเรียง

จัดลำดับเนื้อหาคำพูด บีรู้สึกว่า การที่เราจะพูดได้ดีอ่ะ  มันจะต้องมีขั้นตอนก่อนหน้านั้น

คือการเขียนได้ดีก่อนหลังจากการทดลองพูดสด 3 ชั่วโมง แล้วรู้สึกว่ามันล่มไม่เป็นท่า

เรียบเรียงเนื้อหาอะไรได้ฟังไม่รู้เรื่องสะเปะสะปะสุดๆ นะคะ พอมาเริ่มเขียนเนี่ย

บีก็เริ่มมีความหวังมากขึ้นค่ะเพราะอย่าลืมว่าเวลาที่เราเขียนเนื้อหาไปเนี่ย

ถึงแม้เนื้อหาตอนแรก มันอาจจะยังไม่เวิร์คตั้งแต่ทีแรกนะ  แต่อย่าลืมว่า

พอเราเขียนไปแล้วเนี่ย  ตัวหนังสือมันอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้นค่ะ

เราสามารถวงกลมได้ว่า เฮ้ย อันนี้สำคัญนะ กลับมาดูนะ  ขีดเส้นใต้เอาไว้ค่ะ

อันไหนคือสิ่งที่ควรจะพูด  อันไหนคือลำดับที่ 1 2 3 อันไหนมันควรจะต้องพูดต่อเนื่องกัน

เราใช้ปากกาในการโยงขีดได้อย่างเต็มที่เลย  มันไม่เหมือนการพูดสดปากเปล่า

คือพูดไปแล้วมันก็ลืมแล้วนะคะ  พูดไปแล้วมันก็แล้วกันนะ การเขียนยังไงก็แล้วแต่

เราสามารถกลับมาทบทวนได้  กลับมาจัดระเบียบเรียบเรียงใหม่ได้เสมอเพราะฉะนั้นบีเลย

ขอสรุปเป็นข้อสรุปย่อยๆ ด้วยตัวของบีเองว่า  การที่เราจะเรียบเรียงเนื้อหาการพูดได้ดีน่ะ

มันควรที่จะต้องเริ่มต้นจากการเขียนสิ่งที่เราคิด  เขียนข้อมูลของเราออกมาเป็นตัวหนังสือ

ลงบนกระดาษให้ชัดเจนซะก่อน แล้วจึงจะไปสู่ขั้นตอนถัดไปในการเรียบเรียงเนื้อหาได้อย่างดีขึ้นค่ะ

หลังจากที่เรามีหัวข้อคำถามหลักของเนื้อหาที่เราจะนำเสนอเสร็จแล้วเนี่ย

สิ่งที่ต้องทำต่อไป ก็คือว่าเราจะต้องมี key message สัก 3 หัวข้อ คือ ทำยังไงก็ได้

จับกลุ่มให้มันให้ได้สัก 3 นะคะ มันเป็นกฎฮิต  กฎหลักอยู่แล้วนะ ซึ่งสตีฟ จ็อบก็ใช้อยู่บ่อยๆ นะคะ

จัดหมวดหมู่ให้มันได้สัก 3 หมวดค่ะ ว่าสิ่งที่คุณนำเสนอเนี่ย

มันมีประเด็นหลัก 3 เรื่องยังไงบ้าง ซึ่งในแต่ละส่วนทั้ง 3  ส่วน คุณจะต้องมีความบันเทิง

คุณจะต้องหยอดความหวือหวาลงไปให้ครบทั้ง 3 ส่วนเลยนะคะ

แต่ละส่วนคุณจะใส่ความหวือหวาอะไร คุณต้องออกแบบก่อนล่วงหน้าอย่างเช่น เรื่องนี้

คุณจะเอาประสบการณ์ชีวิตของคุณมาเชื่อมโยงเรื่องนี้

คุณจะอุปมาอุปไมยเปรียบเทียบกับสิ่งนู้นนี่นั้นหรือว่าเรื่องนี้ คุณจะมาทำการโชว์เลย

ทดลองให้เห็นของจริง  คือมันจะต้องมีความบันเทิงให้ครบทั้งแต่ละหัวข้อ

ที่คุณนำเสนอไป อีกเทคนิคหนึ่ง ที่สตีฟ จ็อบ ใช้บ่อยๆ ก็คือ

เรื่องของการสร้างตัวที่เป็นตัวร้ายในละคร  แล้วก็ตัวพระเอกในละคร หรือว่าศัตรูกับฮีโร่ นั่นเองนะคะ

การพูดของสตีฟ จ๊อบ แทนที่เขาจะออกมาบอกเลยว่าฉันมีข้อมูลแบบนี้

เขาก็จะไม่พูดแบบนี้ตั้งแต่แรกเขาจะต้องสร้างเล่าให้คนเห็นภาพก่อนว่าสถานการณ์

ตอนนี้มันไม่ดีอย่างนู้น อย่างนี้ สิ่งที่คุณเป็นอยู่อันนู้นก็ไม่ดีใช่ไหม อันนี้มันเป็นปัญหาแบบนี้อยู่ใช่ไหม

คุณเผชิญสิ่งนี้อยู่ใช่ไหม ซึ่งสิ่งนี้น่ะ สตีฟ จ๊อบเขาจะทำตัวเป็นเหมือนกับว่า มันเป็นศัตรูของพวกเรา

ฉันยืนอยู่ข้างเดียวกับเธอ เราอยู่ข้างเดียวกัน  แล้วก็เจอปัญหาเดียวกันอยู่นี้หลังจากนั้น สตีฟ จ๊อบ

เขาถึงบอกว่า  ฉันมีสิ่งนี้ที่จะมาฆ่าศัตรูนี้  หรือว่ามาแก้ปัญหาให้คุณได้ มีตัวผู้ร้าย

มีตัวพระเอกปุ๊บเนี่ย ตัวพระเอกมันก็จะแบบเฉิดฉายเลยใช่ไหมคะ ดูหล่อมากกว่าปกติเลยใช่ไหมคะ

แล้วที่เราก็เคยเห็นอยู่บ่อยๆ ก็คือว่า  เวลาเปิดคุณจะเปิดด้วยปัญหาเราก็จะขยี้ปัญหาให้คนเห็นว่า

เราเข้าใจนะว่า คุณมีปัญหานี้อยู่เราเข้าใจจริงๆ นะทำให้คนรู้ซึ้งได้  ว่าเราอยู่ข้างเดียวกับคุณนะ

เวลาที่ สตีฟ จ๊อบพูดเนี่ย เขาจะมีกฎ 10 นาที ก็คือพูดไม่เกิน 10 นาที

เพราะฉะนั้นในการทำคลิปของคุณไม่ว่าเนื้อหาจะแน่นแค่ไหน

ก็อย่าเกิน 10 นาทีละกัน ซึ่งบีเนี่ยเกิน 10  นาทีเยอะมากเลยนะคะ

ส่วนใครที่เพิ่งเริ่มต้นใหม่  ส่วนตัวของบีที่แนะนำ คือว่าไม่ต้องถึง 10 นาทีนะ

ถ้าเริ่มต้นใหม่ คนเขายังไม่ได้แบบดูเนื้อหาเรายาวขนาดนั้น

คนเขายังไม่รู้จักเรามากนะคะ เราก็พยายามทำคลิปสั้นไว้ก่อนซอย ข้อย่อยๆ 3 นาที 5 นาทีไปก่อนนะคะ

ถ้าเกิดว่าพอทำไปสักระยะหนึ่ง เราอยากจะให้คลิปยาวขึ้นก็ค่อยยาวขึ้นทีละหน่อยๆ ทีหลังแล้วกันเนาะ

คุณจะสังเกตเห็นความเป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติของสตีฟ จ๊อบตั้งแต่การแต่งตัวแล้ว

แต่ก็ไม่ได้ หมายถึงว่า คนที่แต่งตัวแบบสตีฟ จ๊อบ ทุกคนจะเกิดบางคนแต่งอย่างนั้นก็จะดูดับ

ดูไม่น่าเชื่อถือด้วยนะคะ แต่สิ่งที่บีจะยกมา ก็คือว่าภาษาที่เขาใช้พูดคุณจะต้องจำไว้อย่างดีเลยว่า

ไม่ว่าคุณจะเป็นความรู้ขั้นเทพแค่ไหนภาษาที่คุณใช้พูดมันจะต้องเป็นภาษาที่ง่าย ฟังแล้วใครๆ

ก็รู้เรื่องได้คือมีความเป็นธรรมดาเข้าถึงง่ายนั่นเองนะคะ  และนี่ก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งด้วย

ที่ทำให้ ตัวบีเองชอบในตัวสตีฟ จ๊อบ แม้สตีฟ จ๊อบเขาจะมีความเรียบง่ายธรรมดา

หรือว่าเขาจะพูดเก่งขนาดไหน  มีการออกแบบที่ดีขนาดไหน แต่สิ่งนึงที่เขาทำเสมอ ก็คือว่า

เขาจะไม่ได้มาพูดอย่างเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วก็จบแค่นั้น  คือในโชว์หนึ่งโชว์

หรือในการพูดของเขา 1 ครั้งน่ะ  มันจะมีรูปแบบการนำเสนอที่หลากหลายบางครั้ง

เขาก็อาจจะเอาคลิปวีดีโอของคนอื่นมาเปิดแจ้งออกไป

หรือในบางครั้งเขาก็จะมาทำการสาธิตในบางครั้งก็จะให้ผู้ชมหยิบนู่น หยิบนี่ขึ้นมา

มันจะมีความหลากหลายในการนำเสนอ 1 ครั้งของเขา  แม้เขาจะเก่งขนาดนั้นนะ

เพราะฉะนั้นมันก็สะท้อนมาที่ตัวเราค่ะ  ถ้าเราจะทำคลิปพูดหน้ากล้อง แล้วก็พูดหน้ากล้องอย่างเดียว

ตั้งแต่ต้นจนจบแบบนี้ อาจจะเป็นการยากที่เราจะดึงดูดคนได้นะคะ

ซึ่งตัวบีเองก็ต้องกลับเหมือนกันนะคะ  อย่างน้อยเราก็อาจจะต้องมีภาพประกอบ มี below

มีคำสัมภาษณ์จากคนนู้นคนนี้  หรือว่ามีภาพสถานการณ์จริงอะไรมาสอดแทรก

เพื่อให้คลิปวีดีโอเราดูมีสีสันมากขึ้นด้วยนะคะ

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น